อย่างที่เราพอจะทราบกันครับว่าเรื่องซอฟต์พาวเวอร์เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2567 ที่ผ่านมา ก็ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่มีการคุยเสนอเพื่อของบประมาณโครงการซอฟต์พาวเวอร์ไปเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2566 โดยงบฯ ของซอฟต์พาวเวอร์ทั้ง 11 สาขาอุตสาหกรรมรวมกันเท่ากับ 5,201,295,179 บาท แต่ก็ยังไม่รวมงานประชุมด้านซอฟต์พาวเวอร์อีก 90 ล้านบาท และ งานมหาสงกรานต์ World Water Festival กับการจัดงาน สงกรานต์ เฟสติวัล ตลอดเดือนเมษายน 2567 ในจังหวัดต่าง ๆ ทุกพื้นที่ทั่วประเทศที่ยังไม่ทราบจำนวนเงิน ผมก็ได้มาดูการแจกแจงว่าเอางบไปใช้เรื่องอะไรบ้าง ผมก็รู้สึกว่ามันไร้ทิศทางพอสมควร จึงอยากจะเขียนถึงซักหน่อยครับ
งบฯ Soft Power ถูกแบ่งไปแต่ละอุตสาหกรรมเท่าไรบ้าง?
จากข้อมูลที่รวบรวมและสรุปโดย Rocket Media Lab จะพบว่าอุตสาหกรรมเฟสติวัลได้ของบฯ ไว้จำนวนสูงที่สุด รองลงมาเป็นอาหาร และการท่องเที่ยวตามลำดับ โดยเพียง 3 อุตสาหกรรมนี้รวมกัน มีการของบฯ มากกว่าครึ่งหนึ่งของงบฯ ทั้งหมด (ส่วนของอุตสาหกรรมดนตรีที่ผมอยู่ในคณะอนุฯ ก็เป็นอันดับที่ 10 จาก 11 อุตสาหกรรม นับเป็นประมาณ 2.77% ของงบฯ ทั้งหมด) ซึ่งมีสรุปการแบ่งสัดส่วนของงบฯ เป็นแผนภาพดังแสดงด้านล่างนี้



นอกจากนี้ยังได้เปิดให้ดูและดาวน์โหลดข้อมูลดิบที่ใช้ในการวิเคราะห์อีกด้วย ซึ่งผมก็ดาวน์โหลดเอามา pivot แล้วทำเป็นตารางให้ตัวเองได้ดูด้วย
ผมขอชื่นชมทีมงานของ Rocket Media Lab มาก ๆ ที่ทำการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ออกมาครับ เพราะผมเองยังไม่มีข้อมูลขนาดนี้ทั้ง ๆ ที่อยู่ในคณะอนุกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ครับ 555 มีประโยชน์มาก ๆ เลยครับ ^_^
(แต่ขออนุญาตหมายเหตุนี้ดนึงครับ มีข้อมูลรายละเอียดไม่ถูก/ไม่ครบนิดหน่อยของฝั่งดนตรี ซึ่งเข้าใจได้เพราะเอกสารพวกนี้มักย่อมาแล้วมาก ๆ แต่ก็เยี่ยมมากเลยครับ ^_^)
ทิศทางของโครงการต่าง ๆ ไปทางไหนบ้าง?
พอได้อ่านบทสรุปเอกสารประกอบการประชุมคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ครั้งที่ 2/2566 ในวันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน 2566 ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศโดย Rocket Media Lab ทำให้ผมรู้สึกว่าแต่ละอุตสาหกรรมดูไม่ค่อยเป็นไปในทิศทางเดียวกันซักเท่าไร และส่วนใหญ่ไม่ได้ส่งเสริมซึ่งกันและกันหรือข้ามสายกันนัก เสมือนกับมิได้มีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจน คือไม่มีวิสัยทัศน์ (Vision) กับพันธกิจ (Mission) กลางให้ชัดเจนก่อนที่โครงการต่าง ๆ จะได้ตั้งขึ้นมา ซึ่งผมขอยกตัวอย่างบางส่วนเช่น
- เนื้อหาส่วนหนึ่งระบุถึงแนวทางและหลักการของข้อเสนอแผนงาน/โครงการว่า เน้นการสื่อและยกระดับคุณค่าความเป็นไทยใน 4 มิติ คือ Smart, Kind, Deep, and Mysterious โดยเป็น ความเป็นไทยที่ Amazing และ Awakening Sense ผ่านการประชาสัมพันธ์ การทำตลาด การพัฒนา/สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ฯ
- ผมรู้สึกว่านี่ไม่ใช่วิสัยทัศน์ (Vision) ที่ชัดเจนนัก เพราะไม่สามารถเข้าใจได้ว่าภาพปลายทางเมื่อโครงการต่าง ๆ แล้วเสร็จนั้นจะเกิดผลลัพธ์ หรือ Outcome อย่างไร เป็นแค่ mood ที่อาจ “ว้าว” หรือ “หว่าว” ก็ได้…
- ในสาขาอาหาร มีโครงการ Thai Food Channel ที่ของบฯ 480 ล้านบาท และระบุว่าเป็นการสร้างแพลตฟอร์มภายใต้กรอบ 4S คือ Super Product, Super Food, Special Menu, Study และ 4I คือ Ingredient, Inspire, Influencer, In Thailand เพื่อสร้างการรับรู้อัตลักษณ์ทุกอย่างของประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต เข้ามาสอดแทรกในทุกอุตสาหกรรมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศ กับโครงการร้านอาหารเชฟชุมชนอาหารถิ่นอาหารไทย Local Chef Restaurant โดยจะใช้งบฯ ด้านการฝึกอบรม 210 ล้านบาท และอันดับ 2 โครงการหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทยเพื่อไทยซอฟต์พาวเวอร์ ใช้งบฯ ด้านการฝึกอบรม 125.1 ล้านบาท ทั้ง 2 โครงการต้องการสร้างและพัฒนาบุคลากรเพื่อเป็นผู้ประกอบการอาหารไทยจากประชาชนทั่วไปจากทั่วประเทศ
- โครงการ Thai Food Channel ผมไม่ค่อยคิดว่ามีปัญหาอะไรด้วยหรอกครับ แต่อยากจะเสนอให้มีการทำช่องรายการที่รวมความ variety อื่น ๆ ของซอฟต์พาวเวอร์เข้ามาอีกบ้าง อย่างสถานีโทรทัศน์ Arirang ของเกาหลีใต้ที่เสนอคอนเท้นต์ด้านวัฒนธรรม ข่าว และประวัติศาสตร์ของเกาหลีเป็นภาษาอังกฤษ บวกกับ subtitle ในอีกหลายภาษา โดยก่อตั้งและออกอากาศสู่หลายประเทศทั่วโลกมาแล้วตั้งแต่ ค.ศ. 1997
- โครงการที่ผมยังแอบสงสัยอยู่คืออีก 2 โครงการ ว่า โครงการร้านอาหารเชฟชุมชนฯ กับ โครงการหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทยฯ นี่คือจะทำอาหารแบบภัตตาคารมิชลินหรือแบบไหน? แล้วมีเป้าหมายทางการตลาดว่าจะดึงดูดให้ใครจะมารับประทาน? เพราะผมเชื่อว่าแต่ละหมู่บ้านคงมีร้านกับข้าวหรือแต่ละบ้านก็ทำอาหารเองกันได้ หากว่าจะเป็นงบฯ ในการเทรนนิ่งและส่งคนไทยไปทำงานในร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ผมอาจจะสนับสนุนมากกว่านี้ครับ
- คำว่า “ความเป็นไทย (Thainess)” ถูกใช้เป็นแนวทางและหลักการของโครงการซอฟต์พาวเวอร์ทั้งหมด โดยเฉพาะสาขาการท่องเที่ยว และสาขาภาพยนตร์ ละครและซีรีส์ ทว่าผมก็ไม่ทราบว่าความเป็นไทยในที่นี้มีนิยามอย่างไรบ้าง แต่หากดูจากเนื้อความใน แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ.2566-2580) จะพอเข้าใจได้ว่าความหมายของคำดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่วัฒนธรรมไทยแบบดั้งเดิม ดังระบุใน 3 ประเด็นของแผนฯ คือ
- จาก แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ประเด็นที่ 2 เรื่อง การต่างประเทศ ข้อ 3.4 แผนย่อยการส่งเสริมสถานะและบทบาทของประเทศไทยในประชาคมโลก รัฐบาลเชื่อว่าการส่งเสริมสถานะและอำนาจแบบนุ่มนวล (Soft Power) ของไทย สามารถกระทำได้ในสองแนวทางหลัก คือ 1) นโยบายการต่างประเทศของไทย อาทิ ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา และ 2) ผ่านการเผยแพร่วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของไทย ซึ่งนำไปสู่ความนิยมไทย โดยเชื่อว่าแนวทางการพัฒนาควรเป็นการส่งเสริมเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ ศิลปะวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น
- จาก แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ประเด็นที่ 5 เรื่อง การท่องเที่ยว ให้ความสำคัญกับการรักษาให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวระดับโลก เพราะเชื่อว่าจุดแข็งในด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย คือ ความหลากหลายทางทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ที่มีจุดเด่นด้านขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม อัตลักษณ์ความเป็นไทย
- จาก แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ประเด็นที่ 10 เรื่อง การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม สามารถสรุปได้ว่า รัฐบาลเล็งเห็นว่ากระแสการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย ทำให้เกิดปัญหาด้านคุณธรรมและจริยธรรมของคนไทย และเชื่อว่าวิธีแก้ปัญหาด้านคุณธรรมและจริยธรรมนี้ คือการต้องส่งเสริมความเป็นไทย ทั้งด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ และภูมิปัญญาท้องถิ่น

จากการอ่าน 3 ประเด็นนี้ของแผนฯ ทำให้ผมตีความว่าผู้ที่เขียนแผนใช้ความเชื่อว่าศิลปวัฒนธรรมที่มี “ความเป็นไทย” นั้น นอกจากช่วยส่งเสริมให้เกิด Soft Power ได้ ยังสามารถช่วยแก้ปัญหาที่ไม่พึงประสงค์ได้ แต่หลังจากพยายามค้นคว้าแล้ว ผมก็ไม่พบหนังสือหรือข้อมูลการวิจัยที่สามารถสนับสนุนความเชื่อแห่งสมมติฐานดังกล่าวได้เลยครับ
นอกจากนี้ ผมเคยศึกษาเกี่ยวกับทิศทางของการพัฒนาศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยใน นโยบายและยุทธศาสตร์ ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) อีกทั้ง แผนปฏิบัติการด้านส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (พ.ศ. 2566-2570) (หน้าที่ 15) ที่ให้คำจำกัดความของ “ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย” ว่า “เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมและศิลปวัฒนธรรมสมัยใหม” ซึ่งอาจทำให้สามารถตีความได้ว่า กระทรวงวัฒนธรรมต้องการให้ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยต้องต่อยอดจากศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิม หรือทุนทางวัฒนธรรมเท่านั้น (แม้ว่าคำว่า “ร่วมสมัย” จะมีความหมายแท้จริงว่าความนิยมใน “สมัยปัจจุบัน” ก็ตาม) แล้วค่อยมีเทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรมมาประกอบ ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดของ Korea Creative Content Agency หรือ KOCCA ที่เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการพัฒนานวัตกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยของรัฐบาลเกาหลีใต้ ที่นโยบายการพัฒนาคอนเท้นต์นั้นจะให้เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม หรือ CT R&D เป็นศูนย์กลางการพัฒนาคอนเท้นต์ แล้วทุนทางวัฒนธรรมดั้งเดิม (Cultural Properties) เป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบ

ที่มา: (1) CREATE NEWAVE by KOCCA; (2) นโยบายและยุทธศาสตร์ ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (พ.ศ. 2560 – 2564) หน้าที 28
กรณีตัวอย่างของประเทศเกาหลีใต้
ด้วยความสงสัยของผมว่ารัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้นั้นมีการกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) และกลยุทธ์ (Strategy) การพัฒนาและสนับสนุนซอฟต์พาวเวอร์อย่างไร ผมก็ได้ลองถาม Copilot ของ Microsoft Bing ด้วย prompt ว่า “What was the South Korean government’s vision, mission and strategies when it first started its soft power policy?” ซึ่งก็ได้คำตอบดังนี้
When South Korea first initiated its soft power policy, the government had a clear vision, mission, and strategies:
Vision: The South Korean government recognized the potential of its unique culture and values to extend its influence globally1. The vision was to transform South Korea from a country known mainly for its cars and smartphones into a nation mesmerizing the global audience with its entertainment and culture1.
Mission: The mission was to strengthen South Korea’s position in the world through the promotion of its culture, supporting the development of the entertainment industry, and providing scholarships and exchange programs for foreigners2. The government aimed to leverage soft power as an effective means for Seoul’s public diplomacy1.
Strategies: The strategies involved focusing on three aspects1:
- Capitalizing on the successful history of economic development and democratization.
- Developing creative content leading to global competitiveness due to the compressed growth experience and the limited domestic market.
- Advancing digital technology, especially changes in the media environment.
The government also invested in various sectors such as pop culture, cuisine, education, sports, and more3. For instance, the music band BTS alone is estimated to bring more than $3.6 billion into the South Korean economy annually3. The government also focused on promoting South Korean culture beyond its borders and contributing to creating public goods through its active engagement and leadership on various global agendas1.
This comprehensive approach to soft power has helped South Korea become a major player in the region, combining soft power with a focus on development, trade, and energy4. However, it’s important to note that the increased soft power is still limited as a tool to handle problems facing South Korea, mainly because of the nation’s geopolitical situation1.
References:
จากคำตอบที่ Copilot ของ Microsoft Bing ให้มาดังกล่าว ทำให้ผมคิดว่ารัฐบาลเกาหลีใต้คงคิดมาค่อนข้างชัดเจนแบบนี้แหละ แล้วก็ลองค้นคว้าต่อเรื่อง Public Diplomacy ที่ถูกอ้างอิง ก็เลยมาเจอรายงานของ สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศวโรปการ กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้มีการให้คำจำจัดความของ การทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) ว่าหมายถึง “ปฏิสัมพันธ์ที่มิได้พุ่งเป้าไปที่รัฐบาลของต่างประเทศ หากแต่พุ่งเป้าหมายหลักไปยังปัจเจกบุคคลและองค์กรที่ไม่ใช่รัฐ ซึ่งนอกจากจะเป็นไปเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แกับประเทศตนเองแล้ว ยังมุ่งหวังที่จะสร้างบรรยากาศอันดีในระยะยาวเพื่อรองรับนโยบายต่างประเทศที่จะตามมาในอนาคตอีกด้วย” โดยรายงานเดียวกันได้กล่าวถึง Mr. Kojima Seiji อดีตเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยที่ให้ความเห็นว่า “การทูตสาธารณะคือการที่รัฐบาลประเทศหนึ่งเข้าไปดำเนินกิจกรรมด้านการต่างประเทศโดยตรงกับประชาชนของอีกประเทศหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งการมีความเห็นของสาธารณชน (public opinion) โดยการทูตสาธารณะในปัจจุบันครอบคลุมถึงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันของภาคเอกชนและภาคประชาชนของทั้งสองประเทศด้วย” ซึ่งตรงกับนิยามความหมายในการสร้าง Soft Power ของ Joseph S. Nye, Jr. นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน ผู้คิดคอนเซปต์ของคำว่า Soft Power มาตั้งแต่ปลายคริสต์ทศวรรษ ค.ศ. 1980 ที่ผมเคยเขียนถึง ทว่าผมไม่รู้สึกว่ารัฐบาลไทยจะพูดถึงหรือสื่อสารเรื่องนี้ โดยเฉพาะกับคณะกรรมการและอนุกรรมการที่เป็นผู้วางแผนและปฏิบัติงาน (T_T)
ของคณะอนุฯ ดนตรีมีทิศทางการทำงานไหม?
ผมเขียนวิจารณ์แผนนโยบายโดยรวมไปแล้ว ครั้นจะถามว่า แล้วของคณะอนุฯ ดนตรีเองมีวิสัยทัศน์หรือแนวทางในการทำงานบ้างไหม? ผมก็อยากตอบว่ามีครับ เพียงแต่อาจไม่ได้ลงในรายละเอียดในรายงานประกอบการประชุมที่อ้างอิงถึง ซึ่งเราวางกันไว้ประมาณนี้ครับ
Core Value คือ ค่านิยมหลักและความเชื่อที่จะเป็นพื้นฐานการร่างนโยบายการทำงาน
ดนตรีและศิลปะทุกแขนงสามารถพัฒนาประเทศในเชิงเศรษฐกิจและสังคมได้
- ด้านเศรษฐกิจ เช่น
- การทำธุรกิจ/ธุรกรรม การซื้อ/ขาย แลกเปลี่ยน ฯลฯ
- การกระตุ้นเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น
- การบริโภคภายในประเทศ เช่น การท่องเที่ยว การขนส่ง สถานประกอบการท้องถิ่น ฯลฯ
- การบริโภคภายนอกประเทศ เช่น การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค คอนเท้นต์บันเทิง ฯลฯ
- ด้านสังคม เช่น
- คุณภาพและประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานในทุกสายงาน เช่น
- การเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดีเพื่อการทำงาน
- การเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ที่จะกระตุ้นการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ
- คุณภาพและประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานในทุกสายงาน เช่น
Goal คือ เป้าหมายที่อยากไปถึง และ Vision คือ ภาพที่จะเห็นได้หากไปถึงเป้าหมาย
Goal: ประเทศไทย เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมดนตรีและธุรกิจที่เกี่ยวข้องของภูมิภาคอาเซียน
Vision: ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนในการทำธุรกิจ/ธุรกรรมของบริษัทดนตรีระดับโลก
โดย:
- อุตสาหกรรมดนตรี หมายถึง อุตสาหกรรมดนตรีทั้ง 3 ประเภท คือ
- อุตสาหกรรมสิ่งบันทึกเสียง (Recording Industry)
- อุตสาหกรรมดนตรีสด (Live Industry)
- อุตสาหกรรมลิขสิทธิ์ดนตรี (Copyright Industry)
- ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง หมายถึง
- การบริหารจัดการการทำงานของศิลปิน
- ลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับเพลง เช่น การอนุญาตสิทธิสำหรับประกอบภาพเคลื่อนไหว (synchronization licensing)
- การผลิตและขายสินค้า เช่น การผลิต การขาย และการกระจายสินค้า (Merchandising & Distribution)
- การทำธุรกิจ/ธุรกรรมของบริษัทดนตรีระดับโลก หมายถึง
- การเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของภูมิภาค (Regional Head Office) ของบริษัทเกี่ยวกับดนตรีระดับโลกและนานาชาติ
- การจัดการประชุม สัมมนา พบปะเจรจาทางธุรกิจ (International Music Business Conferences)
- การซื้อ-ขาย-แลกเปลี่ยน ทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับดนตรี (Intellectual Property Marketplace)
สรุป
ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าสมาชิกคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ทั้งหมดทุกคน เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และความตั้งใจที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศไทย ทว่าพวกเราก็อยากมีทิศทางที่ชัดเจน มีผู้มองเห็นภาพใหญ่ที่สามารถสื่อสารให้กับทั้งภายใน ภายนอก รวมทั้งการประสานระหว่างอุตสาหกรรม และการประสานข้ามหน่วยงานราชการที่ปรกติไม่เคยทำงานร่วมกัน เพื่อให้การคิด วางแผน และทำงาน เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และคุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนด้วยครับ ขอบพระคุณครับ